Bill Gates ทุ่มเงินส่วนตัวกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับ TerraPower บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ที่เขาร่วมก่อตั้ง และตอนนี้การลงทุนนั้นกำลังผลิดอกออกผลจากพื้นดินในรัฐไวโอมิง ท่ามกลางกระแสที่ AI กำลังผลักดันความต้องการไฟฟ้าสะอาดแบบทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงจนพลังงานนิวเคลียร์กลายเป็นมุมที่ร้อนแรงที่สุดของตลาดพลังงานในปี 2026
โจทย์ใหญ่ที่ AI กำลังเผชิญ: ไฟฟ้าไม่พอ และไม่นิ่ง
รายงานจาก Forbes เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2026 ระบุว่าสหรัฐฯ ใช้ไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของการใช้ไฟฟ้าดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก สะท้อนแรงกดดันมหาศาลที่ AI สร้างขึ้นต่อโครงข่ายไฟฟ้า ผลจากแรงกดดันนี้ทำให้เม็ดเงินลงทุนในสตาร์ทอัพพลังงานนิวเคลียร์ทั้งฟิชชันและฟิวชันพุ่งแตะ 4,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพียงปีเดียว
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ปริมาณ” ไฟฟ้าที่ไม่พอ แต่อยู่ที่ ความไม่นิ่ง ของโหลดด้วย เพราะเมื่อ GPU กำลังเทรนโมเดลหรือตอบพรอมต์ โหลดไฟฟ้าสามารถพุ่งขึ้นและร่วงลงอย่างรวดเร็ว รุนแรงจนกังหันก๊าซธรรมชาติบางแห่งพังเสียหายจากแรงกดดันนี้มาแล้ว
อาวุธลับของ TerraPower: กักพลังงานไว้ในเกลือหลอมเหลว
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไปทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเดินเครื่องเต็มกำลังตลอดเวลา ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯระบุว่าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์มี capacity factor สูงถึง 92.5% คือเดินเครื่องที่กำลังผลิตสูงสุดเกือบตลอดเวลา แต่การเพิ่ม-ลดกำลังผลิตทำได้ช้ามาก เตาปฏิกรณ์แบบเดิมปรับกำลังได้เพียงประมาณ 5% ต่อนาที ส่วน Small Modular Reactor (SMR) รุ่นใหม่ที่หลายสตาร์ทอัพกำลังพัฒนาก็ยังปรับได้แค่ราว 10% ต่อนาที ซึ่งไม่เร็วพอสำหรับโหลดที่แกว่งแรงแบบ AI
กลไกที่ทำให้ TerraPower ต่างจากคู่แข่ง
TerraPower ออกแบบเตาปฏิกรณ์ Natrium ขนาด 345 เมกะวัตต์ แบบระบายความร้อนด้วยโซเดียม (sodium-cooled) ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานในถังเกลือหลอมเหลวขนาดยักษ์ที่สามารถดันกำลังผลิตพุ่งขึ้นไปถึง 500 เมกะวัตต์ เมื่อจำเป็น หลักการคือแทนที่จะเพิ่มหรือลดอัตราการแตกตัวของอะตอม เตาปฏิกรณ์ยังคงทำงานที่อัตราคงที่ตลอดเวลา แต่ความร้อนส่วนเกินจะถูกเก็บไว้ในถังเกลือหลอมเหลว เมื่อความต้องการไฟฟ้าพุ่งขึ้นกะทันหัน โรงไฟฟ้าก็ดึงความร้อนที่เก็บไว้มาผลิตไอน้ำหมุนกังหันเพิ่มได้ทันที โดยที่อุปกรณ์ราคาแพงยังคงทำงานเต็มประสิทธิภาพแม้ในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าต่ำ
จุดที่น่าสนใจคือ TerraPower ออกแบบระบบนี้ขึ้นมาเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงอาทิตย์ที่ผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอเป็นหลัก แต่กลับกลายเป็นโซลูชันที่เหมาะเจาะพอดีกับโหลดของ AI data center ที่ผันผวนในทิศทางตรงกันข้าม
เบื้องหลังดีล: Bill Gates, Meta และโรงไฟฟ้าลูกที่สอง
TerraPower เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งแรกที่เมือง Kemmerer รัฐไวโอมิง ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขั้นสูงระดับสาธารณูปโภคแห่งแรกของสหรัฐฯ และเป็นโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แบบไม่ใช้น้ำระบายความร้อนแห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้จริงราวปี 2030
ในเดือนมกราคม 2026 Meta ประกาศข้อตกลงซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า Natrium ของ TerraPower ถึง 8 แห่ง และล่าสุด Bloomberg รายงานว่า TerraPower เตรียมประกาศโรงไฟฟ้าแห่งที่สองภายในปีนี้ โดยเป็นโปรเจกต์ที่ออกแบบมาเพื่อป้อนไฟฟ้าให้ดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ แม้จะยังไม่เปิดเผยชื่อลูกค้า คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2027
สมรภูมินิวเคลียร์เพื่อ AI ที่กำลังคึกคัก
-
Oklo
บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น กำลังพัฒนาไมโครรีแอกเตอร์ Aurora เพื่อป้อนดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอุตสาหกรรม ถือเงินสดในมือราว 2,500 ล้านดอลลาร์โดยไม่มีหนี้สิน และเพิ่งเซ็นสัญญาส่งมอบระบบขนาด 1.2 กิกะวัตต์ให้ Meta ที่รัฐโอไฮโอ ตั้งเป้าส่งมอบระบบแรกช่วงปลายปี 2027 -
NuScale Power
บริษัท SMR รายเดียวที่มีดีไซน์ผ่านการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ กำลังเร่งให้โมดูลแรกพร้อมผลิตภายในปีนี้ และคาดว่าจะเริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ราวปี 2030
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็น “อนาคตที่มาไม่ถึง”
แม้กระแสจะร้อนแรง แต่ทั้ง Oklo และ NuScale ยังอยู่ในสถานะก่อนมีรายได้เชิงพาณิชย์ (pre-revenue) โดยเตาปฏิกรณ์แรกจะเริ่มใช้งานจริงในช่วงปี 2027-2030 เท่านั้น ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทพุ่งขึ้นจาก “ความหวัง” มากกว่า “ผลกำไร” และยังมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและการก่อสร้างรออยู่ข้างหน้าอีกมาก การลงทุนในหุ้นกลุ่มนิวเคลียร์วันนี้จึงเป็นการเดิมพันกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
สิ่งที่ทำให้แนวทางของ TerraPower ถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือมันถูกวางตำแหน่งเป็นทางเลือกที่ “สะอาดกว่า” เมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคู่ขนาน เช่น กรณีที่ Amazon กำลังลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในเท็กซัสเพื่อป้อนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการอนุญาตให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 33 ล้านตันต่อปี มากที่สุดในบรรดาโรงไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐฯ ขณะที่ Amazon เองเคยให้คำมั่นจะลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2040
ทำไมเรื่องนี้คือหัวใจของความยั่งยืนในยุค AI
เรื่องราวของ TerraPower สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปี 2026 ได้ชัดเจน นั่นคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่สุด ว่าการเติบโตของ AI จะไปด้วยกันได้กับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศหรือไม่ ฝั่งหนึ่งคือแนวทางแบบ TerraPower, Oklo และ NuScale ที่พยายามแก้โจทย์ด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับโหลด AI อีกฝั่งคือแนวทางแบบโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของ Amazon ที่เลือกความเร็วและต้นทุนต่ำกว่าในระยะสั้น แลกกับผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศที่สูงกว่า
ผลลัพธ์ของการแข่งขันนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า “AI ที่ยั่งยืน” จะเป็นแค่คำโฆษณา หรือจะกลายเป็นความจริงที่วัดผลได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า




