ESG คืออะไร?
ESG ย่อมาจาก Environmental, Social, Governance ซึ่งเป็นมิติที่ใช้ประเมินว่าธุรกิจดำเนินงานอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพียงใด
- E (Environmental) คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้มีแค่เรื่องโลกร้อน แต่ครอบคลุมไปถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ
- S (Social) คือความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับพนักงาน ชุมชน ลูกค้า และคู่ค้า รวมถึงสุขภาพ ความปลอดภัย สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียม
- G (governance) คือโครงสร้างการกำกับดูแล ความโปร่งใส จริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และการป้องกันการทุจริต
ซึ่งหลายคนอาจจะสับสนระหว่าง ESG, CSR (Corporate Social Responsibility) และ Sustainability แต่ CSR คือ “กิจกรรมทำความดี” ที่องค์กรทำเพื่อสังคม และมักแยกออกจากธุรกิจหลัก ส่วน Sustainability คือ “ปรัชญา” กว้างๆที่มองความสมดุลระหว่างการทำธุรกิจและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว ในขณะที่ ESG คือกรอบที่ถูกออกแบบให้ “วัดได้” และ “เปรียบเทียบได้” และจะเป็นเครื่องมือของนักลงทุนและผู้กำกับดูแล (เช่น ก.ล.ต.)
ทำไม ESG จึงสำคัญ “ในตอนนี้”
ESG ไม่ใช่กระแส แต่เป็นการปรับโครงสร้างของทุนและระเบียบการทำธุรกิจในระดับโลก มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารของกองทุนที่ใช้เกณฑ์ ESG ทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Bloomberg Intelligence คาดว่าจะแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเงินลงทุนระดับสถาบันกำลังเคลื่อนย้ายไปยังบริษัทที่มี ESG performance ดี
แรงผลักดันสำคัญอีกด้านคือ กฎหมายและระเบียบ โดยสหภาพยุโรปบังคับใช้ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ให้บริษัทขนาดใหญ่เปิดเผยข้อมูลด้าน ESG อย่างละเอียด และ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่เป็นกำแพงภาษีคาร์บอน รวมถึงประเทศไทยเอง ก.ล.ต. ก็ได้กำหนดให้บริษัทที่จดทะเบียนใน SET ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูล ESG ในแบบ 56-1 One Report ตั้งแต่ปี 2022 บนหลัก “comply-or-explain” และในปี 2027 บริษัทที่อยู่ใน SET50 จะต้องทำรายงานตามมาตรฐาน IFRS S1&S2 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล และจะเริ่มยกระดับความเข้มข้นของการรายงานมากยิ่งขึ้นในช่วง 5 ปีถัดไป
ช่องว่างระหว่างบริษัทใหญ่กับ SME
ESG ส่งผลกระทบต่อบริษัทใหญ่และ SME ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายหนึ่งเผชิญภาระที่ต้อง compliance โดยตรง ในขณะที่อีกฝ่ายเผชิญแรงกดดันทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Large Corporate
บริษัทในยุโรปที่มีพนักงาน 1,000+ คน และรายได้เกิน 450 ล้านยูโรต้องรายงานตาม CSRD/ESRS ครบทุก disclosure รวม Scope 1, 2 และ 3 emissions บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องยื่น 56-1 One Report ทุกปี นอกจากนี้ผลสำรวจ PwC Global Sustainability Reporting Survey 2025 พบว่า กว่า 60% ของบริษัทผู้ตอบ (ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป) เพิ่มการลงทุนทั้งทรัพยากรและเวลาของผู้บริหารระดับสูงด้าน sustainability ในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน 42% ระบุว่า “ต้นทุนสูงและงบประมาณไม่เพียงพอ” เป็นความท้าทายสำคัญในการปฏิบัติตาม ESG หลายแห่งต้องตั้งทีม Sustainability เต็มรูปแบบและจ้าง external assurance
SME
ที่เป็นผู้ได้รับแรงกดดันทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากบริษัทรายใหญ่ที่ถูกบังคับให้ต้องรายงาน Scope 3 ซึ่งเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท ก็จะส่งต่อความคาดหวังลงมายัง suppliers ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SME เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอน หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ อาจถูกตัดออกจาก supplier list และนอกจากนี้สถาบันทางการเงินเองก็เริ่มใช้ ESG score ในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อ และข้อมูลด้าน ESG จะเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของ due diligence ก่อนลงทุน
บทสรุป
ESG ไม่ใช่แค่เทรนด์การตลาด แต่เป็นกรอบที่ตลาดทุน นักลงทุน ผู้กำกับดูแล ผู้บริโภค และพนักงานใช้ตั้งคำถามว่า “ธุรกิจนี้สร้างคุณค่าอย่างไร และสร้างให้ใครบ้าง” และธุรกิจจะไม่ถูกวัดเพียงแค่ว่า “ทำเงินได้เท่าไร” แต่จะเป็น “ทำเงินได้อย่างไร” อีกด้วย และ ESG ก็จะกลายเป็นภาษากลางที่ใช้ถามคำถามนั้น

