ESG ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างไร แม้เราอาจไม่เคยสังเกต
เมื่อพูดถึง ESG หลายคนอาจนึกถึงเรื่องที่อยู่ในห้องประชุมของผู้บริหาร เป็นเรื่องสำหรับนักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานกำกับดูแล แต่จริง ๆ แล้ว ESG ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเลย
ESG คือกรอบแนวคิดที่ใช้พิจารณาว่าองค์กรจัดการกับสิ่งแวดล้อม (Environmental) ผู้คนและสังคม (Social) และการบริหารจัดการองค์กร (Governance) ได้ดีเพียงใด
แล้ว ESG เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร?
คำตอบคือ เกี่ยวข้องมากกว่าที่คิด ตั้งแต่ราคาของอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า คุณภาพอากาศ ไปจนถึงความปลอดภัยในที่ทำงาน ผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกซื้อ และเงื่อนไขทางการเงินที่เราได้รับ ล้วนสามารถเชื่อมโยงกับความเสี่ยงและการจัดการด้าน ESG ได้
ลองดูว่า ESG ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างไรบ้าง
ESG กับราคาของอาหารในตะกร้าของเรา
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมหลังจากเกิด น้ำท่วมหรือภัยแล้งรุนแรง ราคาสินค้าอาหารบางชนิดจึงปรับตัวสูงขึ้น?
นี่เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ของ Climate Risk ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอาหาร ประเทศไทยพึ่งพาภาคเกษตรทั้งในด้านอาหารและเศรษฐกิจ สินค้าสำคัญ เช่น ข้าว น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน ล้วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ความเสื่อมโทรมของดิน และความเสี่ยงด้านน้ำในระดับที่แตกต่างกัน
เมื่อสภาพอากาศแปรปรวน ผลผลิตอาจลดลง ต้นทุนการผลิตอาจเพิ่มขึ้น และการขนส่งอาจได้รับผลกระทบ นี่คือเหตุผลที่การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญของ ESG
บริษัทที่บริหารความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีอาจลงทุนในเรื่องต่าง ๆ เช่น
- ระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำ
- การดูแลสุขภาพของดิน
- การกระจายแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบ
- การวางแผนรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว
- การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน
การจัดการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ราคาอาหาร “ไม่ขึ้น” แต่ช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวนและลดความเสี่ยงของ Supply Chain ได้ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อเราเห็นราคาข้าว น้ำตาล หรืออาหารบางชนิดเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจเป็น ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน
ESG กับอากาศที่เราหายใจ
ปัญหา PM2.5 และหมอกควันตามฤดูกาล โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของเกษตรกรเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมของหลายภาคส่วน แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศมีความหลากหลาย และอาจรวมถึงการเผาในที่โล่ง การคมนาคม กิจกรรมภาคอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดอื่น ๆ
ในมุม ESG คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ใครเป็นคนสร้างมลพิษ?” แต่รวมถึง “องค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ มีระบบบริหารจัดการและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร?”
ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจกำหนดนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงาน หรือทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อปรับปรุงแนวทางการผลิต
อย่างไรก็ตาม ESG ไม่ได้หมายความว่าทุกปัญหา PM2.5 จะเกิดจากบริษัทโดยตรง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ไม่ได้เท่ากับการแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งหมด แต่ประเด็นสำคัญคือ คุณภาพอากาศเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่องค์กรและภาครัฐต้องบริหารจัดการ เมื่อเราออกจากบ้านในวันที่ค่าฝุ่นสูง เราจึงกำลังสัมผัสกับผลลัพธ์ของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากหลายกิจกรรมในระบบเศรษฐกิจและสังคม
ESG กับค่าไฟฟ้าของเรา
อีกเรื่องที่อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกับ ESG คือ ค่าไฟฟ้า แต่โครงสร้างพลังงานของประเทศมีความสัมพันธ์กับทั้งสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจ ประเทศไทยใช้พลังงานจากหลายแหล่ง รวมถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงบางประเภทได้รับอิทธิพลจากราคาตลาดโลก
เมื่อราคาพลังงานโลกเปลี่ยนแปลง ต้นทุนของระบบพลังงานก็อาจได้รับผลกระทบการลงทุนใน
- พลังงานแสงอาทิตย์
- พลังงานลม
- ระบบกักเก็บพลังงาน
- ประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า
- Smart Grid และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
จึงเกี่ยวข้องทั้งกับ Environmental และ Governance ในระดับระบบ แต่ต้องระวังไม่สรุปว่า “พลังงานหมุนเวียนทำให้ค่าไฟถูกลงเสมอ” เพราะค่าไฟฟ้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนเชื้อเพลิง โครงสร้างระบบไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในการลงทุน และนโยบายด้านพลังงาน
สิ่งที่ ESG ช่วยให้เรามองเห็นคือ การตัดสินใจด้านพลังงานในวันนี้สามารถส่งผลต่อความมั่นคงและความเสี่ยงด้านต้นทุนของระบบในอนาคต
ESG กับงาน เงินเดือน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ตัว S - Social ใน ESG เกี่ยวข้องกับ “คน” โดยตรง
ประเด็นที่อยู่ภายใต้ Social อาจรวมถึง
- สิทธิแรงงาน
- ค่าตอบแทนและสวัสดิการ
- ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย
- ความเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติ
- การพัฒนาบุคลากร
- สิทธิมนุษยชน
- ความสัมพันธ์กับชุมชน
- การบริหารความเสี่ยงด้านแรงงานใน Supply Chain
ดังนั้น ESG สามารถเกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานของเราโดยตรง องค์กรที่มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานที่ดีควรมีนโยบายและกระบวนการที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเคารพสิทธิของพนักงาน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่า บริษัทที่มีคะแนน ESG สูงจะรับประกันเงินเดือนสูงหรือความมั่นคงในการทำงานของพนักงานทุกคน ESG เป็นเพียงกรอบในการประเมินและบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ส่วนบุคคล
ESG กับเงินในบัญชี สินเชื่อ และประกัน
ESG ยังเกี่ยวข้องกับ ระบบการเงิน ซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราโดยที่เราไม่ทันสังเกต
ธนาคาร บริษัทประกัน และสถาบันการเงินเริ่มมีการนำความเสี่ยงด้าน ESG และ Climate Risk มาใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงของลูกค้าและธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น
- ธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมอาจต้องบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น
- บริษัทในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอาจต้องเตรียมแผนการเปลี่ยนผ่าน
- โครงการหรือธุรกิจบางประเภทอาจต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น
ในระยะยาว ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปประกอบการตัดสินใจด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะได้รับอัตราดอกเบี้ยหรือเบี้ยประกันที่สูงขึ้นเสมอไป เพราะเงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบัน ประเภทผลิตภัณฑ์ และการประเมินความเสี่ยง
สิ่งที่สำคัญคือ ความเสี่ยงด้าน ESG กำลังกลายเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ภาคการเงินให้ความสนใจมากขึ้น
ESG กับสินค้าที่เราเลือกซื้อ
เดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตวันนี้ เราอาจเห็นคำบนบรรจุภัณฑ์ เช่น
- Sustainable
- Recyclable
- Responsibly Sourced
- Traceable
- Carbon Reduction
คำเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความต้องการด้าน ESG ที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ธุรกิจ และตลาดต่างประเทศ แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่ทุก Sustainability Claim จะมีความหมายเท่ากัน บางข้อความเป็นการสื่อสารทางการตลาด ขณะที่บางกรณีมีข้อมูลหรือมาตรฐานรองรับ นอกจากนี้ กฎระเบียบในตลาดต่างประเทศก็เริ่มผลักดันให้บริษัทต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น EUDR ของสหภาพยุโรป กำหนดข้อกำหนดด้านการตรวจสอบสถานะและข้อมูลแหล่งที่มาสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภท เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง ปศุสัตว์ และไม้ เมื่อบริษัทต้องรู้ว่าวัตถุดิบมาจากที่ใดและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถส่งผลต่อวิธีที่บริษัทจัดซื้อ ผลิต และนำเสนอสินค้าต่อผู้บริโภค
ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นบนชั้นวางสินค้าอาจเป็นผลมาจากทั้ง ความต้องการของผู้บริโภค นโยบายของบริษัท และกฎระเบียบของตลาด
ESG กับชีวิตประจำวันในประเทศไทย
เมื่อมอง ESG ในบริบทประเทศไทย จะเห็นว่า ESG ไม่ได้อยู่เฉพาะในรายงานความยั่งยืนของบริษัท แต่สามารถเชื่อมโยงกับประเด็นที่คนไทยพบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น
| สิ่งที่เราเจอ | ประเด็น ESG ที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|
| ราคาอาหารผันผวน | Climate Risk, Agriculture, Supply Chain |
| น้ำท่วมและภัยแล้ง | Climate Change, Water Management |
| PM2.5 | Air Quality, Emissions, Environmental Management |
| ค่าไฟฟ้า | Energy Transition, Energy Security |
| ความปลอดภัยในการทำงาน | Labor, Occupational Health & Safety |
| เงินเดือนและสวัสดิการ | Fair Labor Practices |
| สินเชื่อ | Climate & ESG Risk |
| ประกันภัย | Physical Climate Risk |
| สินค้าที่มีฉลากความยั่งยืน | Sustainable Consumption |
| แหล่งที่มาของวัตถุดิบ | Traceability, Supply Chain ESG |
ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพว่า ESG ไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่เราเป็นทั้ง ผู้บริโภค พนักงาน ผู้กู้ ผู้ลงทุน และสมาชิกของสังคม
ทำไมเราควรสนใจ ESG แม้ไม่ได้ทำงานด้าน ESG?
เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักลงทุน นักวิเคราะห์ หรือ Sustainability Manager เพื่อให้ ESG มีความสำคัญกับเรา และเราไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดทั้งหมดของ CBAM, EUDR, Sustainability-Linked Loan หรือ Net Zero เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะ ESG เกี่ยวข้องกับคำถามพื้นฐานว่า
บริษัทบริหารความเสี่ยงอย่างไร?
บริษัทดูแลพนักงานและซัพพลายเออร์อย่างไร?
บริษัทใช้ทรัพยากรและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร?
บริษัทมีระบบกำกับดูแลที่ดีเพียงใด?
การบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลต่อความสามารถของธุรกิจในการรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น สภาพอากาศสุดขั้ว การเปลี่ยนแปลงของต้นทุน กฎระเบียบใหม่ หรือปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน และเมื่อความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้น ผลกระทบสุดท้ายอาจส่งต่อมายังคนทั่วไปในรูปแบบของ ราคา ต้นทุน งาน รายได้ คุณภาพชีวิต หรือความมั่นคงทางการเงิน
ESG ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของ “ความเสี่ยงที่มาถึงตัวเรา”
หัวใจสำคัญของ ESG คือการมองไปข้างหน้า แทนที่จะรอให้เกิดน้ำท่วมแล้วค่อยถามว่าทำไมราคาสินค้าจึงเพิ่มขึ้น แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วค่อยถามว่าใครควรรับผิดชอบ แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาใน Supply Chain แล้วค่อยถามว่าวัตถุดิบมาจากไหน
ESG ช่วยให้องค์กรพิจารณาความเสี่ยงเหล่านี้ ก่อนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้น
แน่นอนว่า ESG ไม่สามารถป้องกันน้ำท่วม ภัยแล้ง มลพิษ หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ทั้งหมด และการมีนโยบาย ESG ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะไม่มีความเสี่ยง แต่การมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีสามารถช่วยให้องค์กร มองเห็นความเสี่ยงเร็วขึ้น เตรียมรับมือได้ดีขึ้น และตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวมากขึ้น
บทสรุป
ESG ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นกับเรา “จากที่ไกล ๆ” แต่ ESG อยู่ในชีวิตประจำวันของเราแล้ว
มันอาจอยู่ใน
อาหารในตู้เย็น ผ่านความเสี่ยงของสภาพภูมิอากาศและ Supply Chain
อากาศที่เราหายใจ ผ่านการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม
ค่าไฟฟ้า ผ่านการเปลี่ยนแปลงของระบบพลังงาน
เงินเดือนและสถานที่ทำงาน ผ่านแนวทางด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน
สินเชื่อและประกัน ผ่านการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและ ESG
สินค้าที่เราเลือกซื้อ ผ่านความต้องการด้านความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับ
ดังนั้น หากต้องการเข้าใจ ESG อย่างง่ายที่สุด อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำศัพท์ที่ซับซ้อน
ให้เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า:
“การตัดสินใจของบริษัทในวันนี้ จะส่งผลต่อชีวิตของเราในวันพรุ่งนี้อย่างไร?”
เมื่อมอง ESG ผ่านคำถามนี้ เราจะเห็นว่า ESG ไม่ใช่เพียงเรื่องของการรายงานหรือภาพลักษณ์ขององค์กร แต่เป็นเรื่องของ การบริหารความเสี่ยงที่สามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวิตประจำวันของเราทุกคน
อ้างอิง
- https://www.bot.or.th/en/financial-innovation/sustainable-finance.html
- https://siamrath.co.th/columns/analysis-articles/111930
- https://www.npsplc.com/th/updates/blog/767/what-is-esg-sustainable-business-development
- https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/esg-survey-2024

