"Build, and we will buy" การปั้นตลาดเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนที่ยังไม่เกิด
เทคโนโลยีสะอาดที่จำเป็นต้องมี แต่ยังไม่มีใครกล้าลงทุน
ว่าด้วยเรื่องของการไปสู่ Net Zero การจะไปถึงเป้าหมายที่หลายๆองค์กรได้ประกาศไว้ มีความจริงที่มักถูกมองข้าม นั่นก็คือลำพังการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะต่อให้เราพยายามลดจนสุดตัว ก็ยังมีบางกิจกรรมที่ลดได้ยากมาก (hard-to-abate) อย่างอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การบิน หรือการเกษตร
นี่คือเหตุผลที่โลกจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยี Carbon Removal มาช่วยดูดกลับคาร์บอนส่วนที่เหลือนี้เสริมเข้ามาด้วย โดย IPCC ประเมินว่า เพื่อคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกต้องการการดูดกลับให้ได้ในอัตราที่ 6,000 ล้านตันต่อปีภายในปี 2050 แต่ทว่าสำหรับความสามารถในการดูดกลับแบบถาวรที่ทำได้จริงในวันนี้ยังห่างจากเป้าหมายนั้น
ปัญหาคือเทคโนโลยีเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่มีต้นทุนสูง และยังติดอยู่ในวังวนแบบไก่กับไข่ กล่าวคือต้นทุนจะถูกลงก็ต่อเมื่อสามารถผลิตได้ในสเกลใหญ่ แต่การจะผลิตในสเกลใหญ่จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีลูกค้าที่แน่นอนพอจะให้มีคนมากล้าลงทุน ทว่าลูกค้าเองก็ไม่กล้าที่จะจ่ายเงินให้กับของที่มีราคาสูงและยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พลังงานแสงอาทิตย์และลมก็เคยเจอปัญหานี้ จนกระทั่งมีบริษัทใหญ่เริ่มทยอยเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าล่วงหน้า ซึ่งช่วยเร่งการขยายกำลังการผลิตและลดต้นทุนจนถูกลงอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่รวมตัวกันเป็นผู้ซื้อเพื่อสร้างความต้องการล่วงหน้าให้กับเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน แล้วประกาศออกไปว่า "สร้างออกมา แล้วเราจะซื้อเอง" (build, and we will buy)?
การรวมตัวกันของบริษัทยักษ์ใหญ่
Stripe, Alphabet (Google), Shopify, Meta และ McKinsey Sustainability ได้รวมตัวกันภายใต้องค์กรที่ชื่อว่า Frontier และเปิดตัวในเดือนเมษา ปี 2022 พร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะทุ่มเงินจำนวน 925 ล้านดอลลาห์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการกำจัดคาร์บอนแบบถาวรภายในปี 2030 ต่อมาในปี 2023 เมื่อ Autodesk, H&M Group, JPMorgan Chase, และ Workday เข้าร่วม ยอดก็ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป้าหมายขององค์กรนี้ไม่ใช่การซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีอยู่แล้วในตลาด แต่เป็นการเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆด้วยการรับประกันความต้องการซื้อในอนาคต เพื่อให้ผู้พัฒนาโปรเจคเกิดความมั่นใจว่า ถ้าสร้างออกมาแล้วทำได้จริงก็จะมีคนซื้อรออยู่แน่ๆ
หัวใจของโมเดลนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Advance Market Commitment (AMC) หรือการให้คำมั่นว่าจะซื้อล่วงหน้า ซึ่งเคยพิสูจน์มาแล้วกับการเร่งพัฒนาวัคซีนนิวโมคอคคัสเมื่อราวๆสิบปีก่อน ซึ่งวัคซีนนี้ได้ช่วยคนไปกว่า 7 แสนคน และนี่เป็นครั้งแรกที่โมเดลนี้ถูกนำมาใช้กับการพัฒนาเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนอย่างจริงจัง
ในมุมธุรกิจ ปัญหาของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีไม่ดี แต่ยังไม่มีลูกค้า ดังนั้น Frontier จึงเข้ามาเป็นตัวกลางรวบรวมความต้องการจากผู้ซื้อ คัดกรองซัพพลายเออร์ และคอยอำนวยความสะดวกผ่านการทำสัญญาการันตีซึ่งมี 2 รูปแบบคือ Prepurchase (จ่ายเงินก้อนเล็กเพื่อนำร่อง) และ Offtake (สัญญารับซื้อระยะยาวก้อนใหญ่ ที่จ่ายเมื่อส่งมอบจริง) ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ผู้ซื้อจะได้รับไม่ได้เป็นจำนวนหุ้นในบริษัทหรือตัวเทคโนโลยี แต่คือ "สิทธิ์ในคาร์บอนเครดิต" ที่เกิดขึ้นจากการดูดกลับคาร์บอนจริงนั่นเอง
ณ ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2026) Frontier ได้สนับสนุนโครงการไปกว่า 53 โครงการ โดยมีมูลค่าสัญญารวมกว่า 694 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการดูดกลับคาร์บอนตามที่ได้ทำสัญญาไว้รวมกว่า 1.8 ล้านตัน โดยมีการส่งมอบจริงไปแล้วกว่า 63,000 ตัน
เจาะโครงการใหญ่ๆของ Frontier
Frontier ได้กระจายความเสี่ยงไปยังเทคโนโลยีที่หลากหลายมาก เพื่อหาคำตอบว่าวิธีไหนที่จะประสบความสำเร็จที่สุด (ลงทุนน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มาก) และนี่คือ 3 โครงการที่น่าสนใจ:
1. Charm Industrial (มูลค่าดีล 53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
เป็นเทคโนโลยีที่ Charm Industrial สร้างขึ้นมา คือการนำเศษซากพืชผลทางการเกษตรมาแปลงเป็น "น้ำมันชีวภาพ" หรือ bio-oil แล้วอัดฉีดกลับลงไปใต้พื้นดินลึก ผ่านโครงสร้างพื้นฐานเดิมของหลุมน้ำมัน โดยเปลี่ยนขยะจากการเกษตรให้กลายเป็นสินทรัพย์คาร์บอนที่จะถูกกักเก็บไว้ได้นานนับพันปี
2. Lithos Carbon (มูลค่าดีล 57.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
Lithos Carbon ได้ใช้ "หินบะซอลต์" ที่โดยปกติเป็นของเหลือทิ้งจากเหมืองหิน นำมาบดละเอียดและโรยบนพื้นที่การเกษตรเพื่อเร่งปฏิกิริยาธรรมชาติในการดักจับคาร์บอน และนอกจากจะช่วยกำจัดคาร์บอนแล้ว ยังช่วยปรับสภาพดินและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย
3. CO280 (มูลค่าดีล 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
CO280 ได้เข้าไปติดตั้งระบบดักจับคาร์บอนเพิ่มเติม ให้กับโรงงานผลิตเยื่อและกระดาษ โดยระบบจะดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาไหม้น้ำมันยางดำ (Black liquor) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการล้างเยื่อกระดาษ นี่เป็น 1 ในดีลที่ Frontier ทุ่มซื้อในปริมาณมากที่สุดในพอร์ต (ปริมาณคาร์บอนที่สามารถกำจัดได้)
สุดท้ายนี้ สิ่งที่ Frontier กำลังทำอยู่คือการสนับสนุนโครงการต่างๆที่พัฒนาเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน ให้สามารถขยายและต่อยอดไปสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้น ผ่านกลไกการรับซื้อคาร์บอนเครดิตล่วงหน้า จนสามารถกลายเป็นโซลูชันหลักที่จะช่วยกอบกู้วิกฤตของสภาพภูมิอากาศโลกได้อย่างยั่งยืน
Reference
-
Stripe, Alphabet, Shopify, Meta, and McKinsey launch advance market commitment to buy $1B of carbon removal by 2030
-
Frontier carbon removal commitment tops $1B with four new members: Autodesk, H&M Group, JPMorgan Chase, and Workday
-
Fronttier Climate Progress
-
Frontier Portfolio
-
Global Warming of 1.5 ºC
-
How to start an advance market commitment




